อวสาน Black Hat ความจริงของ SEO ที่ต้องยอมรับ

47

ปัจจุบัน Black Hat เป็นอะไรที่เชยมากๆ ในสายตาของ SEO Specialist ต่างประเทศ แต่ในไทยบางคนยึดตำราเมื่อสิบปีก่อนมาสอน ทำให้ยังคิดว่า SEO ใช้ดันอันดับได้ทันที เหมือนโฆษณายาลดน้ำหนักที่มีคนหลงเชื่ออยู่เสมอ

ปัจจุบัน อัลกอริธึมในการค้นหาของ Search Engine (Google) มีการพัฒนามากขึ้นตามลำดับ จนทำลายวิชามารของสายดำจนแทบไม่ได้เกิด แถมมีบทลงโทษสำหรับเว็บไซต์ที่เข้าไปยุ่งกับสายดำด้วย พวกรับทำ SEO ประกันอันดับ ทำจริงยาก บางทีอันดับขึ้นวูบเดียวจริง อยู่ได้ไม่กี่วัน แต่หลังจ่ายเงิน พังทั้งเว็บแบบไม่ปรากฏใน Google อีกเลยก็มี

นิยาย Black Hat และ White Hat

แบบสั้นๆ White Hat ทำคอนเทนต์ตามหลักของ Google, Black Hat ตรงข้าม หาจุดอ่อนของอัลกอริธึมที่กูเกิลสร้าง

เปรียบให้เห็นภาพ ถ้าเป็นนักกีฬา White Hat เหมือนนักกีฬาในอุดมคติ, Black Hat เหมือนนักกีฬาที่โด๊ปยา ฉีดสารกระตุ้น โกงทำฟาลว์ไม่ให้จับได้

ในตัวอย่าง ถึงดูพวกโกงจะได้เปรียบเพราะมีเรื่องยัดเงินให้กรรมการได้ แต่ในทาง SEO การยัดเงิน Google ทำไม่ได้แบบกรรมการในสนาม เพราะ SEO มาจากระบบคอมพิวเตอร์ที่แทบไม่มีช่องว่าง

ยุคกำเนิด Black Hat

การพัฒนา Search Engine ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเก็บข้อมูลตามเว็บไซต์ทั่วโลก นำสิ่งที่พบไปประมวลในที่เซิร์ฟเวอร์ข้อมูลเก็บไว้ หวังให้คนเข้ามาค้นหาให้ได้ผลตามที่ต้องการภายในเสี้ยววินาที

ช่วงยุคก่อนและหลัง 2000 – 2010 มาตรฐานในการวัดสมัยนั้น ถึงมีเกณฑ์หลายอย่างที่จำลองความคิดของมนุษย์ แต่ก็ไม่ง่ายเพราะบอทสมัยนั้นก็เหมือนคอมพิวเตอร์ยุค 2000 ที่ทำอะไรไม่ได้มากนัก การเก็บข้อมูลด้าน Coding ไม่เร็วเท่าปัจจุบัน เก็บคอนเทนต์ที่คล้ายๆ กันมา 2 เว็บ จะรู้ได้ยังไงว่าเว็บไหนดีกว่ากัน ในเมื่อบอทไม่เข้าใจภาษาของมนุษย์

ในสมัยที่โซเชียลมีเดียยังไม่ได้รับความนิยม คนยังเล่นเว็บบอร์ด เขียนบล็อก เข้าไปอ่านเว็บข่าวขาประจำ ไม่มีอะไรที่บอกกระแสได้ดีไปกว่าเว็บไซต์ใหญ่ๆ นำเสนอข่าว ทำให้ Google นำหลักที่พอใช้ได้มาประยุกต์เพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหา (ยุค 2000) แต่ก็มีมือดีที่เห็นช่องว่างในแนวความคิดนั้น

แนวคิด Google ยุค 2000 (โบราณ) นัก SEO นิสัยไม่ดี (สายดำ)
  • คอนเทนต์เยอะ แสดงว่าเว็บนั้นขยัน
  • เจอคีย์เวิร์ดเยอะ น่าจะเกี่ยวกับเรื่องที่คนค้นหาเยอะ
  • การมี Backlink เยอะ เหมือนเป็นการบอกต่อกัน
  • ใช้คอนเทนต์ซ้ำและก็อปเว็บอื่นมาลง
  • อัดคีย์เวิร์ดเข้าไป ซ่อนคีย์เวิร์ดที่คนมองไม่เห็นแต่บอท Google เห็น
  • เพิ่ม Backlink ให้มากสุด ไม่ต้องสนว่าเกี่ยวกับเนื้อหาหรือไม่

คนหัวใส ที่ต้องการได้อันดับสูงๆ ใน Google นำทริคนี้มาทำกำไรกัน ผลักให้เว็บตนดังขึ้น ได้รับความนิยม และ ยอดขายมากขึ้น จากเทคนิคของ Black Hat

Google ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามหาวิธีที่ลดปัญหาจากคนโกง แต่การหาวิธีที่ดียิ่งกว่าเดิมและจัดการเว็บไซต์ที่ละเมิดกฏ ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในทันทีภายใน 1-2 ปี ในขณะที่นัก SEO ที่นำจุดอ่อนของระบบมาใช้เริ่มมากขึ้นตามลำดับ

ในสังคมที่มีคนดี ย่อมมีคนไม่ดีเกิดขึ้นเสมอ
…. แต่ถ้าไม่มีการก้าวพลาด ก็จะไม่มีทางพบความสำเร็จเช่นกัน

พัฒนาของ Google

บอท Google มีข้อจำกัดก็จริง พัฒนายังไงในอีกสิบปี ก็คงอ่านบทความเองไม่ออก คิด วิเคราะห์ แยกแยะแบบมนุษย์ไม่ได้ แต่ คนคิดอัลกอริธึมที่สร้างบอท เป็นมนุษย์ เป็นทีมงานที่มีความตั้งใจพัฒนา Search Engine ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก ทำงานเป็นทีมและวิเคราะห์กันทุกวัน

ด้านเว็บไซต์ เครื่องมือของกูเกิลอย่าง Google Analytic, Google Webmaster Tool (Search Console ในปัจจุบัน) กลายเป็นมาตรฐานที่ใช้กันทุกเว็บไซต์ เพราะช่วยให้ Google เข้ามาเก็บข้อมูลนำไปจัดอันดับได้ดีขึ้น เมื่อใช้กันเกือบ 100% ทำให้กูเกิลประเมินเว็บไซต์คุณภาพ และ เว็บไซต์ด้อยคุณภาพ ได้ชัดเจนขึ้น คำนวณจากหลักสถิติได้ง่าย หาตัวแปรใหม่มาใช้ทดแทนได้หลายอย่าง ปัจจุบันมีกว่า 200 ตัวแปรที่กูเกิลนำมาพิจารณาคุณค่าของคอนเทนต์ให้มากที่สุด

ช่วงประมาณปี 2010 โลกข่าวสารในอินเตอร์เน็ตพัฒนาไปเยอะ โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทมากขึ้นแม้แต่ข่าวในทีวีก็ยังใช้ข่าวโซเชียลมีเดียมาลง การเกาะติดกระแสเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ได้ข่าวอะไรมา กด Google คลิกเข้าไปในเว็บที่ปรากฏ กลายเป็นตัวแปรใหม่ที่ช่วยให้กูเกิลทำงานง่ายขึ้นมากจากการพิจารณาผู้ใช้ที่เริ่มติดการค้นหามากขึ้น

ปัจจุบัน บอทของกูเกิล อาจไม่ฉลาดพอที่จะเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ อ่านไม่ออก มองภาพไม่เข้าใจ แต่พฤติกรรมผู้ใช้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเขาชอบเว็บคุณหรือไม่ เป็นตัวแปรสำคัญที่นำมาใช้ตัดสินแบบใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้น และทำให้ White Hat SEO ตามหลักมาตรฐานการสร้างคอนเทนต์ที่ดีของ Google กลายเป็นคำตอบที่ชัดเจนขึ้น

อวสาร Black Hat

Google Penalty บทลงโทษของ Black Hat เริ่มปรากฏมากขึ้นเรื่อยๆ หลายรูปแบบตามคดีและผลกรรมที่ก่อไว้ มีโทษหลายแบบที่คุณมีสิทธิ์โดนได้ อาจทำลายเว็บไซต์คุณจนแทบไม่มีทางกลับมาดีเหมือนเดิม

ผลของ “Content is King” เห็นชัดเจนขึ้น ทำให้สีดำเพียวๆ อยู่ไม่รอด เกิดการผสมสองสาย หรือที่เรียกว่า “สายเทา” โดยนำ Black Hat มาเสริม แต่ผลลดลงทุกเดือนและทุกปี จากความแม่นยำในการค้นหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ย้อนไปตัวอย่างแรกสุด ที่ผมพูดเรื่องนักกีฬา น่าจะชัดระหว่างคนดีกับคนโกง ผสมเป็นสีเทา แบบเล่นเก่งแต่ชอบแกล้งฟาลว์ คนดูไม่ปลื้ม สู้คนเล่นจริงจังไม่ได้

สรุป สายดำสมัย 2017-2018 เหมือนแมลงตัวเล็กๆ (บั๊ก) ที่อาจเห็นมีช่องว่างทำเงินจากระบบบ้าง แต่สุดท้ายก็โดนแก้หรือทำลายลงในที่สุด แถมมีโทษให้ด้วย

มีคนบอกว่า สายดำ ยังทำได้ ?

ปั่นอันดับขึ้นแบบวูบเดียวในคีย์เวิร์ดที่แข่งขันไม่สูง หรือ ใช้กับเว็บเล็กๆ ปัจจุบันก็ยังพอมีวิธีอยู่ ทำได้เสร็จเซฟภาพเอาไปอ้างว่า สายดำก็ยังทำได้ แต่ในทางปฏิบัติอยู่ได้ไม่นานครับ อัลกอริธึมของกูเกิลไม่ได้วัดผลในวันเดียวแต่มีการเช็คต่อเนื่อง พบเมื่อไหร่ก็อันดับร่วงเมื่อนั้น การติดอันดับไม่นานไม่ได้ช่วยอะไรในทางธุรกิจเลย ไม่น่าเรียกว่าเป็นการทำ SEO ด้วยซ้ำ

หลายคนเริ่มเป็นนัก SEO ในยุคสายดำได้รับความนิยม วันๆ นั่งหาแต่เว็บ Backlink, โดเมนมีอายุ และโกงสารพัดวิธี แต่พอพบความเปลี่ยนแปลงทำให้กลับตัวไม่ทัน เพราะไม่ใช่นักเขียนบทความมาก่อน ไปทางสายขาวเริ่มกันไม่ถูก ต่างจากสายคอนเทนต์ที่มาสนเรื่อง SEO ถ้าหลงไปศึกษาสายดำ กลับตัวไม่ใช่เรื่องยาก แค่พัฒนาคอนเทนต์ให้มีคุณภาพมากขึ้น

ผมเพิ่งได้มีโอกาสไปคุยกับคนในเว็บใหญ่ในไทย ที่อันดับร่วงลงตลอดในครึ่งปี (ไม่ขอระบุชื่อเว็บ) ยังรับคนที่ทำแบ็คลิงค์, มีเน็ตเวิร์คตามเว็บบอร์ดในมือ เป็นมาเป็นนัก SEO ของบริษัทโดยไม่ถามเรื่องภาพรวมในเว็บ …. ซึ่งไม่รู้ว่าจะรอดได้ยังไง เมื่อเช็คในเว็บ On Page ผิดหลักหลายจุด, ดีไซน์เว็บใช้ยาก, คอนเทนต์หลังๆ ไม่น่าสนใจทั้งที่เว็บเป็นแบรนด์ใหญ่ที่รู้จักมาหลายปี ฯลฯ ไม่แปลกที่คู่แข่งที่เว็บใช้ง่ายกว่าจะโตเร็วและน่าจะโดนแซงได้ในเวลาสั้นๆ

สรุป บางคนบอกว่า Black Hat พัฒนาได้ ? ไม่มีวันตาย ? พูดหรูๆ ใครก็พูดได้ครับ ยกตัวอย่างจดโดเมนทำเว็บไซต์สปินหลายๆ แบบคุณภาพเกือบตามหลักกูเกิ้ล เพื่อทำเน็ตเวิร์คแบ็คลิงค์ส่วนตัวเป็นฐานส่ง เก็บคียเวิร์ด ก็จะใกล้เคียงกับสายขาวมากกว่า การพัฒนาสายดำให้ดูดำน้อยลง กับ การเน้นความขาวให้กระจ่างยิ่งขึ้น แบบไหนดีกว่า คุณน่าจะได้คำตอบในใจอยู่แล้ว

นัก SEO Specialist ที่ดีควรพัฒนาด้าน Content ให้มากขึ้น เข้าใจระบบการค้นของ Search Engine มากขึ้น และเข้าถึงความต้องการของคนใช้มากขึ้น พัฒนาและก้าวข้ามความท้าทายในฐานะ SEO จะเป็นทางเลือกที่ดีและยั่งยืนกว่า

SHARE