10 เทคนิค SEO เพิ่มอันดับใน Google แบบฟรีๆ

41

พูดถึง White Hat ใน SEO ยุคใหม่ มีทั้งแบบยากและง่ายปนกันไป มีวิธีทำเองแบบง่ายๆ ที่ทำได้ทุกคน เพียงแต่ต้องมีความพยายามกันสักหน่อยเพื่อที่จะได้อันดับที่ดีขึ้น แน่นอนว่าไม่ต้องเสียเงินกับวิธีเหล่านี้ ค่าใช้จ่ายในการลงทุน มีเพียง “ความตั้งใจ” ของคุณเท่านั้น

1. ใช้คำที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจใน Title Tag

มีคนที่ลองวิเคราะห์อันดับตามคีย์เวิร์ดยอดนิยม ตั้งแต่หน้าแรกไล่ไปนับ 1,000 หน้า รวม 7,999 เว็บ ว่า Title Tag มีอะไรบ้าง สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ คือ แทบทุกเว็บไซต์จะมีคำ Best, News, Reviews, Top, Guide, Information, Community บ่อยครั้ง ในไทยคงพอเดากันได้ว่า น่าจะเป็นคำอะไรบ้างที่ผ่านตากันบ่อยๆ

Google จัดอันดับเพราะใช้คำพวกนี้ ? ไม่ใช่ครับ เพราะคนสนใจเป็นพิเศษ ตามหลัก CTR ที่เคยอธิบายไปในหัวข้อ เทคนิคการเพิ่ม Organic Traffic แบบรวดเร็ว ยิ่งคลิกมาก ยิ่งอันดับดี คิดง่ายๆ ว่า ถ้าคุณกำลังหาวิธีติดอันดับ SEO ระหว่าง “วิธีเพิ่มอันดับ” กับ “วิธีดีสุดที่ช่วยเพิ่มอันดับ” อันไหนดึงดูดคุณมากกว่า ยิ่งกดเข้าไปอ่านมาก อันดับจะถูกปรับขึ้นโดยอัตโนมัติ ตามกลไลที่กูเกิลตั้งไว้

ดังนั้น ลองสังเกตว่า พวกเว็บไซต์อันดับดีๆ ตามคีย์เวิร์ด ใช้ Title Tag อะไรกันบ้าง แล้วอัพเดตบทความเราทั้งเก่าและใหม่ ให้เป็นคีย์เวิร์ดที่ใช้ในไทยมากขึ้น

2. เพิ่ม Long Tail Keywords จากด้านล่างการค้นหา

หลังพิมพ์คำค้นหาใน Google เลื่อนลงมาที่ด้านล่างของ Google ถ้าเป็นกลุ่มคีย์เวิร์ดที่คนหาบ่อย จะมีคีย์เวิร์ดที่ Google แนะนำให้ค้นหา ซึ่งเป็น Long Tail ที่ใช้ได้จริงและปริมาณการค้นหามากพอที่ Google ใช้แนะนำ จึงน่าเชื่อถือพอสมควร ไม่ต้องไปพึ่งพาพวกเว็บวิเคราะห์เสียเงิน ถ้าให้สมบูรณ์ขึ้น ลองใช้ข้อ 3 เข้าช่วย

3. ใช้คีย์เวิร์ดที่ Google แนะนำ

Google Autocomplete เป็นคำที่มีการค้นหาบ่อย โดยพิมพ์คีย์เวิร์ดที่ต้องการค้างไว้ จะแสดงคำที่ค้นหาบ่อยกัน แน่นอนว่า มีคีย์เหล่านี้จะช่วยให้เจอเว็บเราง่ายขึ้นและสัมพันธ์กับคีย์เวิร์ดที่คนค้นหา

แต่ยังไม่จบ เพราะใครๆ ก็รู้ครับ คนไม่เป็น SEO ยังรู้เลยว่าคำพวกนี้มีคนหาบ่อย ยิ่ง Google มีหรือจะไม่หาวิธีรับมือกับพวกเอาคีย์เวิร์ดแนะนำมาใช้กันห้วนๆ

หลังได้คีย์เวิร์ดจากกูเกิล ลองประยุกต์ใช้ Source ที่ Google ไม่ได้ใช้อ้างอิง เช่น Autocomplete ของ Wikipedia, Bing, Youtube, Amazon เป็นต้น จะช่วยให้คิดคีย์เวิร์ดได้หลากหลายมากขึ้นโดยไม่ต้องเสียเงิน

4. ลด Bounce Rate เพื่อเพิ่มอันดับ

จากสถิตตามที่วิเคราะห์ Bounce Rate ส่งผลต่ออันดับชัดเจนโดยเฉพาะ 10 อันดับแรก ดังนั้น ถ้าเกิดมีคอนเทนต์ที่มี Bounce Rate สูงใน Google Analytic ควรจะจัดการให้ลดลงจากเดิม ลองไล่เช็คพวก 80% – 90% แล้วหาวิธีลด อาจเพิ่มคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องหรือเพิ่มความน่าสนใจให้คอนเทนต์

ถ้าเป็นพวก Bounce Rate สูงแต่คนไม่ค่อยเข้ามาอ่านเลยและไม่ใช่เนื้อหาสำคัญมาก อาจปล่อยไปเลยก็ได้ เพราะเป็นเพียง Factor เดียว ทำให้อาจเสียเวลาแบบไม่คุ้มค่า

5. ใช้คำ Google Adwords ช่วย

ไม่ต้องเสียเงิน เพียงนำคำที่ใช้ใน Google Adwords ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ มาใช้ในเนื้อหา, คำอธิบาย และ หัวข้อ ของคอนเทนต์ จะช่วยให้โอกาสปรากฏในการค้นหามากขึ้น ซึ่ง คำที่ใช้ในโฆษณาล้วนเป็นคำที่วิเคราะห์มาดีแล้วว่า “เป็นคำดีที่สุด” ที่ทำให้คนสนใจกดเข้ามาชมเว็บไซต์

เพิ่มเติม: CTR Magnet Method

6. สร้าง Link Roundup

แม้แต่ในปี 2016 Google ยังคงยืนยันว่าปัจจัยในการจัดอันดับต้นๆ อยู่ที่ Content, Link และ RankBrain แน่นอนว่าไม่ใช่ Backlink ด้อยคุณภาพแบบสายดำ แต่เป็น Link ที่มีคุณภาพ ว่าแต่จะไปหาจากไหน ?

พวกลิงค์อ้างอิง เรื่องที่เกี่ยวข้อง หรือ สรุปตอนท้าย จะช่วยให้เว็บดูมีอะไรมากขึ้น แม้จะทำให้คนออกไปเว็บอื่น แต่ Google มองว่ามีคุณภาพ ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เราเข้าถึงได้โดยเสนอลิงค์คุณภาพให้อีกเว็บนำไปใช้อ้างอิงท้ายบทความ อาจติดต่อทางเมล์หรือส่งข้อความผ่านช่องทางอื่น ขอเสนอสิ่งที่มีคุณภาพให้ และสร้าง Connection ไปในตัว

วิธีนี้อาจไม่เวิร์คในไทยโดยเฉพาะเว็บเล็กๆ เพราะเป็นเรื่องที่เข้าใจยากในไทย บางเว็บใหญ่ยังคิดว่าจะเสีย Traffic ให้เว็บอื่น จนไม่ปล่อยให้มี Link ออก (ความคิดโบราณมาก ทุกเว็บใหญ่อเมริกาคนเข้าหลักร้อย-พันล้าน/เดือน ใส่ลิงค์เว็บอื่นแทบทุกบทความ) อีกทั้งมีบางเว็บไซต์, เพจ ส่งเรทราคากลับมาให้คุณแน่นอน ไม่ฟรีแบบในต่างประเทศ เผลอๆ โดนก็อบคอนเทนต์ลงเว็บแทนที่จะส่งลิงค์กลับ อีกต่างหาก

ในไทย ถ้าแบบอ้อมและมองการไกล ลองหาเว็บ, บล็อก ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องและยังไม่โตมากแต่มีแนวโน้มที่จะเติบโต เพื่อส่งบทความให้เขาอ้างอิง น่าจะเป็นกันเองและไม่เป็นเชิงธุรกิจแบบเว็บใหญ่ อีกวิธีก็กระจายเว็บตามโซเชียล น่าจะมีโอกาสที่เจอคนเอา Link เว็บเราไปลง แต่อย่าลืมว่าต้องคอนเทนต์เด็ดจริงๆ

7. หาเว็บไซต์ประเภทรวมลิงค์เด็ด

ต่างจากข้อ 6 เล็กน้อย โดยบางเว็บไซต์และฟอรั่ม ทำตัวเป็น Hub รวมเว็บเจ๋ง (ขึ้นกับธุรกิจ) ดังนั้นการขอให้ลงลิงค์ให้จะไม่ยากเกินไป ค้นหาเว็บประเภทนี้ เช่น “รวมเว็บ” + ที่เกี่ยวกับเว็บคุณ ใช้วิธีเดียวกับข้อ 6 โดยส่งจดหมายหรือข้อความไปคุย

ทั้งนี้ก็เลือกเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือเป็นที่รู้จัก ไม่ใช่เว็บใหม่สายดำเปิดรับ Link อิสระ แบบนั้นอาจโดนบทลงโทษจากกูเกิลแทน

8. ทุ่มเทกับการพัฒนาคอนเทนต์

พวก Top 10, 5 เทคนิค ดูเชยไปแล้ว ใครๆ ก็ทำได้ ต้องทำให้ถึงที่สุดและทำสิ่งที่ดียิ่งกว่า

การใช้ Killer Content ก็ยังไม่ใช่ที่สุด ต้องพัฒนาให้กลายเป็น คอนเทนต์ที่ดีที่สุด ลึกที่สุด ศึกษาคู่แข่งแล้วนำมาปรับจุดด้อยของคอนเทนต์เดิม ส่ง Submit Google ใหม่อีกสักครั้ง รอดูผลที่เปลี่ยนแปลง จนกว่าจะได้หน้า 1

ตัวอย่าง สมมุติว่าเป็น บทความแนะนำเครื่องมือ SEO ที่ชอบ สังเกตอันดับสักพัก ถ้ายังไม่ดีลองทุ่มเทให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น อาจเป็นเครื่องมือทั้งหมดที่มี และ ทดลองใช้จริง แม้จะกินเวลาไปหลายวันกว่าจะสมบูรณ์ แต่การขึ้นที่ 1 ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้วครับ ต้อง “ทุ่มเท” เพื่อให้เหนือกว่าคู่แข่ง

อ้อ อย่าคิดว่าคนไทยอ่านไม่เกิน 7 บรรทัด เพราะนั่นเป็นค่าเฉลี่ย ถ้าเนื้อหาดีจริงอ่านจนจบก็มีให้เห็นบ่อย เสียเวลาทุ่มให้กับคอนเทนต์เด็ดของเว็บไซต์ ย่อมมีแต่เรื่องดีตามมาภายหลัง

9. ศึกษาฟีเจอร์ใหม่ของ Google เสมอ

SEO Specialist ส่วนใหญ่ถูกฝังหัวไว้ให้ทำสองอย่าง คือ วิเคราะห์คำค้นหาที่มากสุด และ ขึ้นอันดับ 1 หน้าแรกให้ได้ (ในไทย คงต้องเพิ่มหาแบ็คลิงค์ตาม KPI ด้วย) ถ้าสังเกต Google เพิ่มฟีเจอร์ขโมยยอดคลิกเข้าเว็บคุณมาอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะดัน Youtube, เอียงกับแบรนด์, โฆษณาที่ดักทุกจุด, อันดับจากเว็บไซต์ชั้นนำ, ข่าวสารทันเหตุการณ์, ถามตอบยอดฮิต ฯลฯ รูปแบบการแสดงผลน่าคลิกกว่าลิงค์ของคุณมาก ซึ่งมีการวิเคราะห์และยืนยันได้ว่า ฟีเจอร์พวกนี้ ทำให้คนเข้าเว็บน้อยลงจากเดิม

ในไทยเริ่มเห็นปัญหาจากฟีเจอร์ดี (ออก) เหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ วิธีแก้สำหรับเว็บที่ไม่ใหญ่พอที่จะทำให้ติดอันดับแบบนั้น ก็ลองเพิ่มคีย์เวิร์ดที่คนค้นหาน้อยกว่าในบทความหรือหัวข้อ ซึ่งการแสดงผลเหล่านี้จะเมินพวกคีย์เวิร์ด Volume ต่ำ อาจช่วยเพิ่มอันดับได้บ้าง

10. เพิ่มสื่อมัลติมีเดียอื่น

ตามตำราเก่าๆ เมื่อ 5 – 10 ปีก่อน น่าจะทำให้สาย On Page บางคน ฝังหัวว่า
SEO (Search Engine Optimization) = เน้น Text ให้ตรงคีย์เวิร์ด => ไม่ต้องมีรูป เน้นเร็ว
เมื่อก่อนน่ะใช่ครับ แต่สมัยนี้เชยแล้ว ลองอ่านเพิ่มใน ตัวอย่างการใช้ White Hat SEO

ตามสถิติ วิเคราะห์กัน พวกอันดับหน้าแรกพวก Text ล้วนน้อยลงจากเมื่อก่อนมาก แปรผันตามเน้นผู้ใช้เป็นหลัก

ดังนั้น ควรมีภาพประกอบอย่างน้อยสัก 1 ภาพในบทความ หรือพวกคลิป จะมีโอกาสที่อันดับดีขึ้น ถ้ากังวลเรื่อง Page Speed ก็หาวิธีลดด้วยการลดขนาดภาพหรือใช้พวก Lazy Load เข้าช่วย

สรุป ทั้ง 10 ข้อ ล้วนแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์ บทความ คอนเทนต์ ของคุณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแน่นอน เพียงแต่ต้องใช้ความพยายามกันพอสมควร อย่าคิดว่าการขึ้นอับดับต้นๆ Google เป็นเรื่องยาก ขอให้คิดว่าเป็นความท้าทาย จะทำให้สนุกกับ SEO มากขึ้นครับ