Meta Tag สำคัญแค่ไหน ใช้ในทาง SEO อย่างไร ?

77

สิ่งที่ Google ดึงไปจากเว็บคุณเพื่อจัดอันดับในการค้นหา สามสิ่งที่เห็นได้ชัด คือ Title, Description และ Meta Tags ทั้งสามสิ่งมีความสำคัญในการจัดอันดับแน่นอน ไม่ใช่เพราะ Google ชอบถึงให้อันดับคุณสูง แต่ผู้ชมเว็บไซต์ต่างหากที่ชอบ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ Google จัดอันดับเว็บคุณสูงได้ ตามหลักของ Modern SEO ที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้ มากกว่าเครื่องจักร

Title และ Description

สองสิ่งที่ค่อนข้างจำเป็น ถ้ามี Plug In SEO อาจปรับสองส่วนนี้ให้ต่างจากที่ปรากฏในเว็บได้ แต่บางกรณี Google จะพิจารณาใช้ ทั้งสองส่วนที่เป็นต้นแบบแทน เพราะบางคนพยายามซ่อนคำ หรือ บางครั้งคำต้นฉบับเป็นคำที่มีการค้นหาสูงกว่า

Title : สิ่งสำคัญในการค้นหา ควรมีคีย์เวิร์ดในการค้นหาปรากฏในส่วนนี้ เซ็ตคำให้ความยาวพอดีในการค้นหา รวมแบรนด์ของเว็บ ราว 60 – 70 คำ (นับแบบภาษาอังกฤษ) ถ้าจำเป็นจะใช้คำเกินบ้างก็ได้ แต่ถ้าอยากให้ผลการค้นหาสวยๆ ก็ไม่ควรเกินตามกำหนด อันที่จริง เกินไปก็ไม่ดี เพราะ Google จะเข้าใจว่าคุณพยายามยัดคีย์เวิร์ดให้มากกว่าเว็บไซต์อื่น อาจส่งผลเสียในระยะยาวได้

Description : ความยาวมาตรฐานอยู่ที่ 160 คำ แต่บ่อยครั้งจะถูกตัดเหลือ 120 – 140 คำ จึงควรย่อลงมา และเน้นข้อความบรรยายที่ให้คนเห็น เกิดความอยากกดเข้ามาอ่านในเนื้อหา มากกว่าที่จะเน้นยัดคีย์เวิร์ด

สำหรับคนที่ใช้ Title สั้น บางครั้งจะเห็น Brand หรือ ชื่อเว็บของเรา ปรากฏในการค้นหา ซึ่ง Google พยายามให้เราโชว์ว่าเป็นบทความจากเว็บไซต์ไหน ถ้าไม่อยากให้เห็นก็พยายามเขียนให้เต็มเครดิต หรือ เกินไว้

Meta Keywords ?

ย้อนไปหลายปีก่อน Google เคยบอกเรื่องที่ “ไม่ใช่ Meta Keywords ในการพิจารณาจัดอันดับ” ทำให้เหล่านัก SEO ที่ยัดคีย์เวิร์ดใน Meta Tag เป็นประจำถึงกับชะงัก ปัจจุบัน เชื่อว่าหลายคนยังคงใส่ ด้วยเหตุผลที่ไม่เชื่อ และ บ้างก็คิดว่าใส่ดีกว่าไม่ใส่ แล้วตกลงควรจะใส่หรือ ?

จริงๆ เหตุผลชัดเจนอยู่ครับ ลองคิดย้อนดูสิว่า “คนที่ใส่ Meta Keywords = อยากได้อันดับสูง” พูดง่ายๆ คือ โกงคนที่ไม่รู้เรื่อง SEO มากนักและพยายามโกง Google ซึ่งไม่มีเหตุผลที่เว็บไซต์จะรู้เรื่อง Meta Keywords จะได้อันดับสูงในการจัดอันดับ

ที่สำคัญสุด คือ ไม่มีประโยชน์สำหรับผู้เข้ามาชมเว็บ เพราะผู้ชมมองไม่เห็น เป็นเหตุผลที่ดูเมคเซนส์สุดแล้วครับ กูเกิลฉลาดกว่าสิบกว่าปีก่อน สมัยนี้แยกคีย์เวิร์ดในคอนเทนต์ที่อ่านเป็นสิบนาทีได้โดยใช้เวลาแค่เสี้ยวของเสี้ยววินาทีเท่านั้น

ทั้งนี้ ถ้ามีแนวคิดประมาณว่า “ใส่ ดีกว่า ไม่ใส่” ก็ใส่ได้ครับ แต่อย่าหวังกับ Google หรือ เสียเวลานานๆ ใส่ Meta Keywords ดีกว่า

ปรับปรุง Meta Tags เสมอ

ภาพจาก Youtube

สำหรับคอนเทนต์ที่มีคนเข้ามาเรื่อยๆ ควรย้อนมาปรับเสมอ เพื่อให้แสดงผลในการค้นหาได้ดี อาจปรับคีย์เวิร์ดได้โดยเช็คจากใน Google Search Console ว่าคอนเทนต์ไหนบ้างที่คนยังเข้ามาบ่อยๆ ในช่วง 3 – 6 เดือน แล้วปรับแก้คอนเทนต์ที่ได้รับความนิยม ให้มีเนื้อหาเหมาะสม ใช้เวลาส่วนใหญ่แก้ไขคอนเทนต์เหล่านั้น ซึ่งน่าจะใช้เวลารวมๆ แค่ไม่เกินสิบนาที

พวกบทความที่ไม่ค่อยมีคนเข้าแล้ว ไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งแก้ Meta Tag เอาเวลาไปทำบทความที่สดใหม่จะดีกว่า

พวกคอนเทนต์ที่ปรับเพิ่มความสดใหม่ได้ อย่าง “เทคนิค SEO ในปี 2017” ก่อนเริ่มปีใหม่ อาจปรับเนื้อหาเล็กน้อยแล้วแก้เป็น “เทคนิค SEO ในปี 2018” ซึ่งจะช่วยรักษายอดคนเข้าเว็บได้ พวกบทความที่ต้องเปลี่ยนหัวข้อรายเดือนก็ต้องขยันเปลี่ยนกันหน่อย ทั้งนี้ ก็ต้องให้เนื้อหาสดใหม่ๆ เพราะถ้าคนดูแล้วไม่ปลื้ม รู้สึกเหมือนขายของเก่าจนไม่อ่าน ก็ทำให้บทความนั้นอันดับร่วงได้อยู่ดี

SOURCENeil Patel
SHARE